วัชพืช

26286 ปัญหาหญ้าหรือวัชพืชโงหัวขึ้นมาดูโลกผ่านร่องตัวหนอนอันสวยงามหน้าบ้านเราๆ ดูแล้วคงจะเป็นปัญหาคลาสสิคที่ตามหลอกหลอนหลายๆ คนอยู่ร่ำไป บ้างก็สู้กับมันแบบไม่ถอย บ้างก็สู้จนยกธงขาวยอมแพ้ถอยไปนอนไปเรียบร้อยโรงเรียนวัชพืชไปแล้ว วันนี้ผมเลยรวบรวมวิธีกำจัดเหล่าวัชพืชตัวร้ายที่เขาเคยทำๆ กันและว่ากันว่าได้ผล ทั้งเสียตังค์น้อยบ้าง มากบ้าง ก็ตามแต่กรรมวิธี ตามผมมาเลยครับ เผื่อใครสนใจจะหยิบไปใช้กันบ้างก็ไม่ว่ากันครับ

1 วิธีนี้เห็นว่าได้ชะงัดนัก นั่นก็คือน้ำเกลือเข้มข้น เอาเกลือธรรมดามาละลายน้ำเนี่ยแหละครับ ให้ถูกหน่อยก็แวะซื้อเกลือเม็ดแถวสมุทรสาครเนี่ยแหละครับ แต่ข้อเสียคือดินแถวนั้นจะเค็มปลูกต้นไม้ไม่งามนะครับ (แต่ผมว่าโดนฝนเดียวก็คงจางแล้วแหละครับ) เห็นว่าพวกสนามกอล์ฟก็ใช้วิธีนี้กันด้วยนะครับ

2 ใช้คลอรีนผง ผสมน้ำแล้วราด หรือสารเคมีประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำราดครับ อันนี้ไม่ยืนยันผลนะครับ เคยมีคนทำได้และทำไม่ได้ผล ผมเองก็เคยแต่ไม่ได้ผล อาจเป็นเพราะราดน้อยไป หรือเจือจางไป แต่ถ้าเข้มมากก็เปลืองมากนะครับท่านผู้ชม

3 ฉีดยาฆ่าหญ้าไปเลยมะ…ถ้ามันไม่ตายคงต้องสักยันต์อาจารย์หนูมาแน่ๆ เลย

4 ปูนอุดตามร่องมันซะเลย อันนี้ได้ผลแน่ครับ แต่เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ

5 น้ำร้อนราดไปเลย…เอาน้ำร้อนลวกให้มันชะเอาแว๊กซ์ที่เคลือบใบออก ให้ทั้งใบและรากเสียหาย ต้นไม้ขาดน้ำ ต้นไม้ก็โดนแดดแผดเผาเอาให้กรอบตาย วิธีนี้ออกแนวซาดิสต์ไปหน่อยแต่ผมว่าราคาถูกดีนะครับ แต่เดี๋ยวก่อน ยังไม่หมดแค่นี้ มันอาจจะมีเมล็ดลูกเมล็ดหลานมันรอสืบตระกูลอยู่ เพื่อจะประหารให้ครบ 7 ชั่วโคตร ให้เอาน้ำเย็นราดหลอกให้มันโตขึ้นมาหน่อย พอมีใบอ่อนๆ งอกออกมาเมื่อไหร่ก็จัดการด้วยราดมันน้ำร้อนให้ตายกันไปข้างเลยทีเดียว

6 วิธีนี้ออกแนววิชาการนิดหน่อยครับ ขอให้เครดิตกับคุณทองหล่อ ขวัญทอง ปราชญ์ชาวบ้าน อ.กุดชุม จ.ยโสธร (หรือชุมพรก็ไม่ทราบแน่เพราะแหล่งข้อมูลเดียวกันแต่เขียนไว้ 2 ที่ 2 อย่าง) เป็นการนำเอาเกลือแกงมาผสมกับกากน้ำตาลและน้ำ ในอัตรา 1: 1 : 1 ส่วน คนให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 3 วัน จากนั้นนำไปฉีดพ่นวัชพืช ในขณะที่มีแดด สภาพภูมิอากาศดีๆ (ไม่มีเค้าฝน มิเช่นนั้น ฝนจะชะล้างสารออกหมดก่อนที่วัชพืชจะตาย)ใช้เวลาประมาณ 1-2 วัน วัชพืชก็จะแห้งเหี่ยวตายไป เนื่องจากสารชีวภาพนี้จะไปบล็อคการทำงานในระบบการหายใจและสังเคราะห์แสงของ พืช ทำให้ระบบการทำงานของวัชพืชเสียหาย ไม่สามารถหายใจและสังเคราะห์แสงได้ วัชพืชจึงแห้งตาย สูตรนี้เหมาะสำหรับวัชพืชใบแคบทั้งหลาย(วัชพืชที่อยู่ในตะกูลหญ้า- พืชที่มีใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น หญ้าปากควาย หญ้าตีนกา หน้านก หญ้าหวาย หญ้า ฯลฯ) รับรองว่าใช้ได้ผล 100%(รับรองโดยประสบการณ์ของเจ้าของสูตร และไม่เป็นอันตรายต่อยางพารา(หรือพืชใบกว้าง พืชที่มีใบเลี้ยงคู่ เช่น พืชปลูกทั่วไป) ***ไม่เหมาะสำหรับการใช้ในนาข้าว หรือ ไร่ข้าวโพด เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดนี้เป็นพืชใบแคบ – พืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่นเดียวกับพืชตระกูลหญ้า …วิธีนี้วิชาการนิดหน่อยนะครับ เอ้า…ต่อไป

7 ใช้เมียถอน…อันนี้ผมไม่ได้แนะนำนะ คนอื่นเขาว่ามา

8 และถ้าเอาไม่อยู่จริงๆ มีคนแนะนำให้ใส่ปุ๋ย ตัดแต่ง พรวนดิน แล้วเลี้ยงเอาให้งามไปเลย จริงๆ นะ สำหรับคนที่ชอบกรีนๆ รักษ์โลก

ว่าด้วยเรื่องของ safe-t-cut

nonameมีหลายๆ คนถามผมมาเกี่ยวกับเรื่องของ safe t cut ว่าจะติดดีไม่ดี ติดอย่างอื่นได้ไหม ไม่ติดจะเป็นอะไรไหม แล้ว safe t cut ต่างจาก breaker ยังงัย เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างกันซะทีเดียวเลยดีกว่าครับ ทั้งเรื่องของเซฟทีคัท, เบรกเกอร์, สายดินและอุปกรณ์อื่นๆ แต่ก่อนจะไปเรื่องของ เซฟทีคัท ผมต้องขออนุญาตินำท่านเข้าสู่และเข้าใจเรื่องของไฟ ไฟ ก่อนนะครับทุกคนคงเคยได้ยินศัพท์เหล่านี้มาแต่อ้อนแต่ออกใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นไฟดูด ไฟรั่ว ไฟเกิน ไฟช๊อต ไฟลัดวงจร แต่หลายๆ คนก็คงแต่แค่ได้ยินคำพวกนี้ แต่ไม่รู้ว่าความหมายว่ามันหมายถึงอะไร รู้แต่เพียงว่าถ้าเกิดแก่เราแล้ว…บรรลัยเกิด ซี้แหง๋แก๋แน่นอนเท่านั้นเองใช่ไหมครับ ในบรรดาศัพท์ที่เกี่ยวกับความบรรลัยทางไฟฟ้าข้างต้นที่ว่ามานั้น ผมขอแยกออกเป็นสองประเภทเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ครับ ก็คือ 1 กระแสไฟในสายไฟมีสูงมากเกิน (อันได้แก่ ไฟช๊อต ไฟเกิน ไฟลัดวงจร ครับ) และ 2 กระแสไฟฟ้ารั่วหายไปจากสายไฟ (อันได้แก่ ไฟรั่ว ไฟดูด ครับ) เรามาขยายความต่อดีกว่าครับว่าไอ้ “กระแสไฟฟ้าในสายไฟมีสูงมากเกิน” หมายความว่าอย่างไร และเกิดได้อย่างไรกันครับ ลองนึกภาพตามก่อนแบบนี้นะครับ ตอนเรียนวิทยาศาสตร์สมัยเด็กๆ เราเอาสายไฟจิ้มไปที่หลอดไฟข้างหนึ่ง อีกสายหนึ่งก็ออกจากตูดหลอดไฟ กระแสไฟวิ่งเข้าหลอดแล้วก็ออกหลอด หลอดไฟก็สว่างขึ้นมา หลอดไฟในที่นี้ก็คือความต้านทานชนิดหนึ่งครับ ถ้าจะพูดภาษาวิทย์แบบชาวบ้านๆ ก็คือ มีกระแสไฟวิ่งผ่านตัวต้านทาน ตัวต้านทานก็เกิดปฏิกิริยา เกิดการทำงาน (เช่นหลอดสว่าง เตารีดร้อน มอเตอร์หมุน อะไรก็แล้วแต่) ทีนี้ถ้าเราจับปลายสายไฟมาชนกันโดยไม่มีตัวต้านทานมากั้นกลางละครับ จะเกิดอะไรขึ้น…”ไฟก็วิ่งจากสายเข้าสายหนึ่ง ไปออกอีกสายหนึ่งงัย”…ไม่ใช่ครับ มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะซิครับ ผมจะลองมาทบทวนบทเรียนสมัยเด็กๆ ให้ฟังอีกทีแล้วกันนะครับ พูดภาษาวิทย์ก็คือ “เมื่อมีความต่างศักดิ์เกิดระหว่างตัวต้านทาน ก็จะเกิดกระแสไฟวิ่ง” (เกิดการทำงานตามมา เช่นหลอดสว่าง เตารีดร้อน มอเตอร์หมุน อะไรก็แล้วแต่) เป็นไปตามสูตรที่ว่า ความต่างศักดิ์ = กระแสไฟ x ความต้านทาน (V=IxR) (จริงๆ เป็นสมการของไฟฟ้ากระแสตรงนะครับ ส่วนไฟบ้านที่ใช้กันเป็นไฟกระแสสลับครับ) แต่เอาเป็นว่าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ลองใส่ค่าลงไปในสูตรแบบนี้ดูครับ ไฟบ้านความต่างศักดิ์ 220 โวลท์ หลอดไฟมีความต้านทาน 440 โอห์ม กระแสไฟที่ผ่านเท่าไหร่ครับ ก็เท่ากับ 220/440 = 0.5 แอมป์ ทีนี้พอเราหยิบเอาปลายสายไฟสองฝั่งมาชนกัน ก็เสมือนกับว่า มีความต่างศักดิ์ที่ยังเท่าเดิม แต่คราวนี้ไม่มีตัวต้านทานแล้ว (ตัวต้านทานเป็น 0) กระแสเป็นเท่าไหร่ครับ ก็เท่ากับ 220/0 = อนันต์ นั่นกำลังหมายความว่า เพียงเสี้ยววินาทีมีกระแสไฟฟ้าวิ่งสูงมากในสายไฟ สิ่งที่เราเห็นตามมาก็คือไฟสปาร์คเปรี๊ยะๆ นั่นเองครับ ถ้าเทียบว่าการที่สายไฟสองเส้นถูกหนูกัดขาดหรือฉนวนเสื่อมสภาพ แล้วมาแตะโดนกัน มันก็คือการทำให้เกิดกระแสที่พุ่งสูงเกิน หรือไฟลัดวงจรนั่นเอง (ไฟจากสายไฟเข้าลัดมาออกที่สายไฟออกก่อนที่จะไปถึงหลอดไฟ) จากเหตุการณ์ข้างต้น เกิดศัพท์ขึ้นก็คือ ไฟช๊อต (การที่ไฟสปาร์คเปรี๊ยะๆ) ไฟเกิน (ก็คือกระแสไฟวิ่งในสายไฟมากเกิน) ไฟลัดวงจร ((ไฟจากสายไฟเข้าลัดมาออกที่สายไฟออกก่อนที่จะไปถึงตัวต้านทาน) พอเข้าใจบ้างไหมครับเกี่ยวกับ “กระแสไฟฟ้าในสายไฟมีสูงมากเกิน” ทีนี้เมื่อไฟเกินมากๆ นานๆ เกิดอะไรครับ ก็สายไฟก็ร้อนนะซีครับ ถ้าร้อนจนขนาดฉนวนสายไฟละลาย ไฟก็ลัดวงจรกันไปใหญ่สปาร์คกันไป หรือถ้าร้อนมากไปติดเชื้อไฟก็อาจเกิดตามมาด้วยไฟไหม้บ้านได้ยังไงละครับ จากเหตุการณ์ข้างต้น ถ้าไม่อยากให้เกิดไฟเกิน จะทำยังงัยดีละครับ…เราก็ติดอุปกรณ์กันไฟเกินซีครับ สมัยก่อนก็ที่ใช้กันที่เรียกกันว่าฟิวส์งัยครับ พอไฟเกินปั๊บ ฟิวส์เองก็รับกระแสไฟไม่ไหว ฟิวส์ก็ขาด วงจรไฟฟ้าก็ตัดขาดไปโดยปริยาย เสร็จแล้วไปซื้อฟิวส์อันใหม่มาเปลี่ยน ปัจจุบันก็พัฒนามาเป็นเสมือนฟิวส์อัตโนมัติ (ภาษาผมเองนะครับ) ควบคู่อยู่ในตัวเบรคเกอร์ พอเกิดไฟเกินในวงจร เบรกเกอร์ตรวจจับได้ก็สับตัวเองทันที…ก็รอดไป พอแก้ไขเสร็จก็ไปสับเบรกเกอร์ขึ้นใหม่ ใช้งานได้ตามเดิมสบายใจเฉิบ (นอกเรื่องนิดนึงครับ เบรคเกอร์ก็คือสะพานไฟ (Cut-out) ทำหน้าที่ตัดไฟ) เรามาดูต่อว่าแล้วเจ้า “ไฟฟ้ารั่วหายไปจากสายไฟ” หมายความได้ว่าอย่างไรครับ ผมขอเริ่มอธิบายแบบชาวบ้านๆ อย่างนี้แล้วกันครับ กระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้ามาในบ้านก็กลับออกไปจากบ้าน กระแสทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกต้องเท่ากันครับ สมมติว่าตู้เย็นของเราเสื่อมสภาพสายไฟภายในโดนหนูแทะฉนวนขาดแล้วบังเอิญมาแตะโครงตู้เย็นเข้า ตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรครับ เพราะไฟจากนอกบ้าน วิ่งเข้ามาวนเวียนอยู่ในตู้เย็น (รวมถึงโครงตู้เย็น) แล้วก็วิ่งกลับออกไปนอกบ้าน กระแสเข้าบ้านออกบ้านเท่ากันครับ เมื่อไหร่ที่เราไปจับตู้เย็น กระแสไฟก็จะแบ่งมาลงที่ตัวเราแล้ววิ่งลงพื้นลงดินไป ทีนี้แหละครับกระแสที่วิ่งกลับไปออกนอกบ้านก็จะไม่เท่ากับตอนเข้ามาเพราะแบ่งลงตัวเราลงดินไปแล้ว (สมมติว่าไม่มีสายดิน) จากที่เล่ามาก็จะเกิดศัพท์ 2 ศัพท์ครับก็คือไฟรั่ว (สายไฟขาดมาแตะโครงตู้เย็น ไฟรั่วลงโครงตู้เย็น) และไฟดูด (กระแสไฟไหลลงตัวเราแล้วลงดิน แล้วเราก็ออกสเต๊ปชักแหง่กๆๆตัวติดอยู่ข้างตู้เย็น) มาถึงตอนนี้พอเข้าใจขึ้นมาบ้างไหมครับ จากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นถ้าเราไม่อยากโดนไฟดูด เราจึงคิดเครื่องมือมาอันนึงเพื่อวัดความแตกต่างของกระแสไฟที่เข้าและออกจากบ้าน ถ้าไฟเข้าและออกต่างกันเจ้าเครื่องตัวนี้ก็จะตัดไฟในบ้านทั้งหมดทันที เจ้าเครื่องมือตัวนี้มียี้ห้อที่เราคุ้นหูก็คือ “เซฟทีคัท” นั่นเองครับ เจ้าเครื่องตัวนี้สามารถวัดความแตกต่างโดยปรับความแตกต่างได้ตั้งแต่ 5 มิลลิแอมป์ถึง 30 มิลลิแอมป์ (ทำไมต้องลิมิตที่ 30 มิลลิแอมป์ไว้มาว่ากันต่ออีกทีครับหรืออ่านได้ตามลิ้งค์นี้เลยครับ http://www.squarewa.com/2010/สาระน่ารู้เกี่ยวกับสายสาระน่ารู้เกี่ยวกับสาย/) ดังนั้นเราติด safe t cut ไปทำไมคงจะพอตอบกันได้แล้วใช่ไหมครับ ความปวดเศียรเวียนเกล้าเกิดตอนนี้แหละครับ สมมติว่าเครื่องปรับอากาศเราเก่าแล้ว ฝุ่นจับไปหมด พอชื้นเข้าหน่อยโอกาสที่ไฟจะรั่วลงตัวเครื่องหรืออุปกรณ์ภายในก็มีบ้างโดยที่เราไม่รู้ตัวหรอกครับว่ามันเกิดไฟรั่ว แล้วถ้าเราตั้งไว้ให้มันจับความแตกต่างที่ 5 มิลลิแอมป์ เซฟทีคัทก็ช่างอ่อนไหว sensitive เสียนี่กระไร ตรวจจับเจอแล้วก็ทำการตัดไฟ(ทั้งบ้าน..เพราะคุมเมนเบรคเกอร์) เอ๊ะ! เดี๋ยวตัดๆ ตัดบ่อยๆ เข้าเราชักรำคาญ sensitive นักใช่ไหม ก็เลยไปปรับให้จับความแตกต่างเป็น 10…ก็ยังตัด…รำคาญ…ปรับอีกเป็น 15…ก็ยังตัด…รำคาญ…ปรับอีกเป็น 20…จนทีนี้เป็น 30 ก็ยังตัดอยู่ (แต่ถึงตอนนี้ เราเองก็ยังไม่รู้ว่ามีสาเหตุการตัดมาจากไฟรั่วที่แอร์เก่า) ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ทีนี้ก็เลยปรับไปเป็น bypass ไปซะเลย หรือก็คือต่อไฟเข้าบ้านโดยตรง ไม่ต้องผ่านเซฟทีคัทแล้ว โอเคครับคราวนี้ไฟในบ้านไม่ตัดแล้ว ไม่รำคาญแล้ว แต่ก็เสมือนว่าเราไม่ได้ติดเซฟทีคัท ไม่ได้ใช้งานมันอยู่ดี มาถึงตรงนี้ก็กลับไปสู่คำถามแรกยอดฮิตที่ว่า “ติดเซฟทีคัทดีหรือเปล่า” ถึงตรงนี้พอนึกภาพออกกันบ้างไหมครับ มาถึงตรงนี้ด้วยกิเลสของมนุษย์ก็แน่นอนครับว่าต้องมีคำถามที่ว่า “อยากติดอ่ะ แต่ไม่อยากให้ดับทั้งบ้าน มีทางแก้ไหมครับ” คำตอบก็คือว่า มีซิครับ พูดง่ายๆ ก็คือแทนที่จะติดควบคุมวัดความต่างของกระแสทั้งบ้านที่ Main Breaker ก็เลือกติดตัววัดความต่างกระแสที่ตัวควบคุมวงจรย่อย (แต่ละ Breaker) โดยเลือกเป็นวงจรไปที่มันมีความเสี่ยงกับการรั่วของไฟ เช่นเครื่องทำน้ำอุ่น/ร้อน ปลั๊กไฟในห้องน้ำหรือปลั๊กไฟนอกบ้านที่สุ่มเสี่ยงกับการโดนดูด แต่อย่างที่ผมบอกเล่าไปข้างต้น เบรคเกอร์ก็คือสะพานไฟ (Cut-out) ทำหน้าที่ตัดไฟครับ เบรคเกอร์ไม่ได้ทำหน้าที่วัดความแตกต่างของกระแสไฟ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนมาเป็นเบรกเกอร์ชนิดที่วัดความต่างกระแสไฟได้ในตัวด้วย (เบรคเกอร์แบบมีเซฟทีคัทในตัว) ที่เรียกว่า เบรกเกอร์ ELCB (Earth Leakage Circuit Breaker) เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ ตัดเป็นแค่วงจรๆ ไป อ้อ…ตัว ELCB ก็จะกำหนดค่าความต่างไว้ตายตัวที่ 30 มิลลิแอมป์นะครับ อันที่จริงคำว่า “เบรคเกอร์แบบมีเซฟทีคัทในตัว” เป็นภาษาของผมเองนะครับ เพราะจริงๆ แล้วเจ้าเซฟทีคัทต่างหากที่ถือเป็น ELCB ชนิดหนึ่งครับ แต่โดยมาตราฐานแล้ว ถ้าเราใช้เครื่องทำน้ำอุ่น/ร้อนที่ผ่านม.อ.ก. (ถ้าไม่ใช่จำพวกเครื่องจากจีนแดงอะไรเทือกนั้น) แล้วนั้นไซร้ ทุกเครื่องจะต้องติด ELCB ในตัวอยู่แล้วครับ (ก็คือไอ้ที่มีปุ่มบนตัวเครื่องให้เรากด TEST ตัวนั้นแหละครับ) ดังนั้นถ้าติด ELCB อีกที่ตู้เมน จะว่าไปก็ซ้ำซ้อนครับ

การวัดพื้นที่อาคารชุด/ห้องชุด/คอนโด

มีหลายคนถามผมมาเกี่ยวกับการวัดพื้นที่คอนโดว่ามีหลักในการวัดอย่างไร ประกอบกับพอดีว่าวันนี้มีคนให้ผมช่วยไปวัดพื้นที่คอนโดของเขาให้หน่อย ผมเลยถือโอกาสหยิบยกเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟังดีกว่าครับ

หลักการวัดพื้นที่ห้องชุดนั้นต้องอ้างอิงและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติอาคารชุด (ฉบับที่๔) ๒๕๕๑ และกฎกระทรวง และอ้างอิงถึงระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๕๔ ครับ และจากบรรดากฎหมายต่างๆ ที่กล่าวมา ผมมาสรุปตามความเข้าใจของผมมาเองเป็นหลักการแบบนี้ครับ พื้นที่ใดที่เป็นทรัพย์สินของเราเอง (ทรัพย์ส่วนบุคคล) ก็วัดเป็นพื้นที่ห้องชุดของเรานั่นเองครับ เอ๊ะ! ยังงัย…ไม่ได้กวนประสาทนะครับ อย่าเพิ่งอารมณ์เสีย งั้นเรามาขยายความกันหน่อยดีกว่าครับ

1.  ผนังภายในห้องถือเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ของเรา (ก็เรามีไว้กั้นแบ่งห้องภายในของเราเองงัยครับ)

2.  ผนังระหว่างห้องข้างเคียงถือกรรมสิทธิ์คนละครึ่ง อันนี้ก็พอเข้าใจได้ว่าแบ่งกันนะฮ้าฟ (half/ครับ)

3.  ผนังที่อยู่ริมอาคารไม่ต้องนับตัวผนัง (ท่านถือว่าผนังเป็นทรัพย์ส่วนกลางที่อาคารต้องมีไว้เพื่อปกป้องความเสียหายต่อตัวอาคารชุดและให้ความมั่นคงต่อตัวอาคารชุด) พูดง่ายๆก็คือเป็นเปลือกนอกไว้ห่อหุ้มที่จะต้องพึงมีก่อนนำมาขายให้เรานั่นเอง

4.  ผนังติดทางเดินส่วนกลาง (ทรัพย์ส่วนกลาง) ให้คิดเต็มผนังถึงด้านนอกห้อง (จะมองว่าเรากั้นห้องของเราเองเพื่อปกป้องทรัพย์สินตัวเองก็คงจะอะไรประมาณนั้น)

5.  ช่อง shaft ภายในห้องไม่คิด (ทุกชั้นทุกคนต้องใช้ร่วมกัน จะเป็นของคนใดคนหนึ่งไม่ได้) อ่านไม่ทันขาดคำต้องมีคนถามต่อว่าแล้วคิดผนังที่ริมด้านในหรือริมด้านนอกดีละครับ ผมขอตอบอย่างนี้แล้วกันครับ ถ้าเอาตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยอาคารชุด พ.ศ. ๒๕๕๔ ท่านว่าไว้ว่า “ผนังที่กั้นระหว่างห้องชุดกับทรัพย์ส่วนกลาง โดยไม่ได้ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากชั้นบนเป็นทรัพย์ส่วนบุคคลของห้องชุดนั้น ให้คิดคำนวณเนื้อที่ผนังทั้งหมดรวมเป็นเนื้อที่ห้องชุด” เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปตามที่ท่านว่าไว้แบบนี้ ผมขอให้ความเห็นว่าคิดริมนอกครับ

6.  ดังนั้นผนังที่ติดกับช่องลิฟท์ ช่องบันได ช่องบันไดหนีไฟ ก็น่าจะคิดเช่นเดียวกับข้อ 5 นะครับ

7.  ส่วนของโครงสร้างเช่นเสาหรือผนังรับน้ำหนัก ที่ดันมาโผล่อยู่ภายในห้องของเราก็ไม่ต้องไปคิดมันครับ (ทุกชั้นทุกคนต้องใช้ร่วมกัน จะเป็นของคนใดคนหนึ่งไม่ได้)

8.  บางคอนโดมีด้านหน้าบ้านเหมือนเป็นโถงทางเข้า หรือเหมือนเป็นลานหน้าบ้านเก๋ไก๋สไลเดอร์ทีเดียว ถ้าขอบเขตชัดเจน ถือเป็นพื้นที่ขายนะได้ครับ…เก๋ไก๋แต่แพงใจหายนะฮ้าฟ

9.  เช่นเดียวกันกับที่วางคอยล์ร้อนของแอร์ ถ้ามีขอบเขตที่ชัดเจน นำมาเป็นพื้นที่ขายได้

10. ที่จอดรถ ในบางกรณีอาจนำมาคิดเป็นพื้นที่ขายได้ ถ้าเป็นทรัพย์ส่วนบุคคล

ซึ่งแนวทางที่ไว้ให้นี้ ผมคิดว่าน่าจะพอเอาไปประเมินพื้นที่ห้องชุดของเราได้ในระดับที่น่าพอใจนะครับ แต่ถ้าจะเอากันถึงโรงถึงศาลผมให้ความเห็นว่าคงต้องปรึกษาทนายและไปปรึกษาพระราชบัญญัติอาคารชุดตามที่กล่าวไว้ข้างต้นครับ โดยเฉพาะความตามมาตรา ๔ ที่ว่าด้วย “คำจำกัดความต่างๆ” และมาตรา ๑๕ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงเล็บ ๓ ที่บอกถึง “ความเกี่ยวกับทรัพย์สินใดเป็นทรัพย์สินส่วนกลาง” เพราะเอาเข้าจริงๆ ผมว่ากฎหมายก็เขียนไว้ได้ไม่ครอบคลุมทุกอย่าง อย่างเช่นเอาแค่คำว่า “ทรัพย์ส่วนกลาง” ก็อยู่ที่ใครจับมาตีความอย่างไร หรือทนายใครจะเก่งกว่ากัน จริงไหมครับ

นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ผมอยากจะบอกเอาไว้ให้เป็นความรู้อีกซักอย่างก็คือ ตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากพื้นที่ของห้องชุดตามสัญญาขายที่ตกลงกัน ไม่ตรงกับพื้นที่จริงตามโฉนดเกินร้อยละ ๕ เมื่อถึงวันโอน เราสามารถปฏิเสธหรือไม่รับโอนได้แม้ว่าจะวางเงินดาวน์ไปแล้วก็ตามนะครับ ผู้ประกอบการจึงมักจะมีการทำสัญญาผูกมัดว่าหากพื้นที่ลดหรือเพิ่ม ผู้ซื้อก็ต้องยอมรับไปและจ่ายราคาเพิ่ม(หรือลด)ตามสัดส่วนจากที่ตกลงกัน ซึ่งตรงนี้ต้องดูให้ดีก่อนนะครับ เพราะเหมือนโดนบังคับให้ซื้อ ซึ่งเราอาจจะไม่เต็มใจจะซื้อก็ได้หากรู้ราคานี้แต่ต้น

ทำไมถึงเรียกจอแก้วกะจอเงิน

604343-img-6เด็กสมัยนี้ก็ช่างขี้สงสัยจุงเบย ว่าไอ้เจ้าจอตู้ทีวีที่เราเอาไว้ดูละครน้ำเน่าเคล้าน้ำตากันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไยจึงเรียกกันว่า”จอแก้ว”  อันข้อนี้ก็ยังพอทำความเข้าใจได้ว่าทีวี (สมัยก่อน) หน้าจอมันทำมาจากกระจก เคาะแล้วดังป๊องๆ แต่ทำมั๊ยทำไมจอในโรงหนังเขาถึงเรียกกันว่าจอเงินละค๊ะคุณน้า…เดือดร้อนถึงผู้สูงอายุต้องหอบสังขารไปหาความรู้มาสาธยายอธิบายไขความ

อันว่าหนังหรือภาพยนตร์ที่มักเอ่ยแทนด้วยคำว่าจอเงินนั้น ไม่ได้มีพูดกันแต่ในภาษาไทยเท่านั้นนะครับ ฝรั่งตาน้ำข้าวเองก็แทนคำว่าหนังหรือ film / movie ว่าจอเงิน หรือ silver screen เหมือนกันครับ

อันเนื่องมาจากสมัยก่อนในตอนเริ่มต้นของวงการภาพยนตร์ จอที่เอาไว้ฉายหนังเขาจะฉาบไว้ด้วยแร่เงิน (หรือที่ใกล้เคียงกันก็คืออลูมิเนียม) เพื่อให้การสะท้อนแสงได้ชัดและเหมาะกับแสงฉายในสมัยนั้นที่เป็นขาวดำและเป็นประเภท low-power projector lamp ซึ่งถ้าเรามองจอด้วยตาเปล่าก็จะเห็นจอขาวๆ ออกเงินๆ จึงเป็นที่มาของคำว่าจอเงิน หรือ silver screen หรือ silver lenticular screen  นั่นเอง

จะว่าไปก็ไม่แน่ใจเหมือนกันนะครับว่าเด็กสมัยนี้ก็น่าจะงงกับคำว่าจอแก้วไม่น้อยไปกว่ากันนะครับ เพราะหนูลองไปเคาะจอแบนที่บ้านมันไม่เห็นได้เสียงป๊องๆ เหมือนที่ลุงว่าเลยค่ะ…ก็หนูได้อารมณ์ประมาณว่าเหมือนเคาะพลาสติกนี่คะ?!?!

แถมท้ายให้อีกหน่อย…ถ้าอยู่ๆสถานีทีวีก็ถูกปิดไป อันนี้เราเรียกว่า “จอดำ” ครับ

ส่วนถ้าเราเอาไปใส่ข้าวเราเรียกจอจานนะครับ

ส่วนไอ้ที่มันไม่ตรงอันนี้เรียกจอเงี้ยว…ตะลุ่งตุ้งแช่!!!

A.R. บนซองจดหมายย่อมาจากอะไร

1002-1ตั้งแต่เล็กจนโตจะว่าไปผมเองก็ได้รับไปรษณีย์มาเป็นหลายร้อยหลายพันฉบับเหมือนกันนะครับ แต่เพิ่งจะมาสังเกตุและตั้งคำถามกับตัวเองว่าเครื่องหมาย A.R. ที่ประทับอยู่บนซองจดหมายที่ได้รับมันหมายถึงอะไร ไม่รอช้า ผมเลยรีบเปิดสารานุกรมหาความรู้มาฝากกันซักหน่อยครับ

ตัวย่อ A.R. ที่อยู่บนซองจดหมายย่อมาจาก ACKNOWLEDGEMENT OF RECEIPT หรือ AVIS DE RECEPTION หรือภาษาไทยก็คือคำว่า “ตอบรับ” นั่นเองครับ (แล้วทำไมไม่คิดใช้ ต.ร. ล่ะเนอะ เก๋ดีออก!!!) บริการไปรษณีย์ตอบรับทางธรรมดาจะให้ประทับตรายางคำว่า “A.R.” หรือข้อความทำนองเดียวกันอย่างใดอย่างหนึ่งครับผม


 Page 1 of 4  1  2  3  4 »