ทำไมอเมริกาถึงพิมพ์ดอลล่าได้เอง (ตอนที่ 1)

ที่มา: http://www.klongjan.com/fr/view.php?id=92 และอ้างถึง Thaigold.info

dollar-roll
คราวนี้ขอพาออกนอกเรื่องบ้านๆ ไปหน่อยครับเพราะเห็นว่ามีประโยชน์ดี พอดีผมได้แวะไปอ่านจากหลายเวบข้างต้นนี้ครับ เห็นว่าคนเขียนเขาเขียนไว้เข้าใจง่ายและเป็นความรู้ดี ผมเอามาแต่งเติมอีกนิดหน่อยเผื่อให้ชาวบ้านเข้าใจและติดตามง่ายขึ้น ก็เลยหยิบมาเป็นบล๊อกไว้แบ่งปันกันครับ

การจะเข้าใจว่าทำไมอเมริกาถึงสามารถพิมพ์ดอลล่าได้เองโดยไม่ต้องมีทุนสำรองเป็นทองคำ เราต้องทำความเข้าใจก่อนครับว่า ทำไมเราต้องพิมพ์ธนบัตร และการพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาเองโดยไม่มีอะไรมารองรับค่าของมัน (เช่นทองคำ) จะมีผลที่เลวร้ายตามมาอย่างไรครับ


ทำไมต้องพิมพ์ธนบัตรนะหรือครับ ลองคิดตามแบบง่ายๆ อย่างนี้แล้วกันครับ ในสมัยโบราณ มนุษย์ซื้อขายของกันโดยการนำสินค้ามาแลกเปลี่ยนกันตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย เช่นเอาข้าว 1 ถังไปแลกวัว 1 ตัว แต่ปัญหามันก็เกิดตรงที่ว่าถ้าฉันมีข้าวแค่ครึ่งถังแต่ยังอยากกินเนื้อวัว…แล้วจะทำยังงัย (เพิ่มเติม…)

บ้านทรุด (ตอนที่3)

เรามาคุยกันต่อครับว่าทรุดเกิดขึ้นได้ยังไง คำตอบก็คือhouse-subsidence

1 ดินทรุดเองตามธรรมชาติ เหมือนเวลาเราถมที่ใหม่ๆ ดินก็ฟูๆ แต่พอผ่านไปก็ทรุดลงไป เป็นเพราะช่องว่างในดิน ดินเหนียวลึกๆ เองก็มีช่องว่างในดินเช่นกันครับ แต่ไม่ได้ใหญ่เหมือนดินถม แต่อย่างไรมันก็มีให้ทรุดได้ครับ

2 น้ำใต้ดินหายไป ก็คือสูบน้ำบาดาลนั่นแหละครับ พอชั้นน้ำหายไป แผ่นดินก็ทรุดตัวลงในภาพรวม (เป็นบริเวณกว้าง)

เพราะฉะนั้นเวลาดินทรุดตัว มันก็พาเข็มสั้นของเราทรุดตามลงไปตามมวลดิน (ที่มันฝังอยู่) ด้วย จึงเป็นเหตุว่ารับน้ำหนักได้แต่ทรุดนั่นเองครับ

ในทรรศนะของผม ถ้าใครมาถามผมว่าเข็มสั้นได้ไหม ผมฟันธงให้เลยครับ ว่าถ้าใช้หลักการรับน้ำหนักด้วยแรงเสียดทานของดิน (เข็มสั้น) ไม่ว่าจะสั้นมากสั้นน้อย ร้อยทั้งร้อยทรุดหมดครับ มันอยู่ที่การทรุดนี้ทำให้เราปวดหัวหรือเปล่าต่างหากเล่าครับ (เพิ่มเติม…)

บ้านทรุด (ตอนที่2)

house-subsidence2ตอนที่แล้วผมพูดถึงลักษณะของดินในกรุงเทพไปเป็นเบื้องต้นครับ ตอนนี้เรามาว่ากันต่อว่าการรับน้ำหนักของเสาเข็ม มันทำงานอย่างไรครับ

การที่เสาเข็มสามารถแบกรับน้ำหนักบ้านได้หลายสิบตัน เป็นเพราะความสามารถนั้นมาจาก 2 ส่วนหลักๆ ครับ หนึ่ง รับน้ำหนักจากปลายเสาเข็มที่ไปยืนอยู่ที่ชั้นดินแข็งๆ หรือชั้นทราย (เหมือนกับแรงที่พื้นดันที่ฝ่าเท้าเรานั่นแหละครับ) และ สอง แรงเสียดทานที่อยู่รอบๆเสาเข็ม หรือพูดง่ายๆ ก็คือแรงที่ดินพยุงเสาเข็มอยู่รอบๆ เสาเข็มนั่นแหละครับ ดังนั้นเข็มยาว (เข็มที่ความยาวถึงชั้นทราย) จะมีแรงจากทั้ง 2 ส่วนที่ว่านี้ครับ แต่เข็มสั้น (เข็มที่ยาวไม่ถึงชั้นทราย) ก็จะมีแรงจากส่วนที่สองเท่านั้นครับ

คำถามต่อไปของคนขี้สงสัยก็คือว่า แล้วผมจะเลือกใช้เข็มแบบไหนดีละครับ เข็มสั้นหรือเข็มยาวดี ถ้าจะตอบคำถามข้อนี้ ต้องมาดูข้อดี ข้อเสียของการรับน้ำหนักแต่ละแบบครับ ซึ่งประเด็นใหญ่ๆ ในการพิจารณาก็คือ หนึ่ง ความสามารถในการรับน้ำหนัก และสอง การทรุดตัว

สมมติว่าต่อเติมครัวออกไปหลังบ้านไม่กว้างเท่าไหร่ น้ำหนักอาคารรวมน้ำหนักใช้งานสมมติว่าซัก 10 ตัน เข็มสั้น (ยาว 6 เมตร) 1 ต้นรับได้ประมาณ 1.5 ตันต่อต้น เข็มยาวรับได้เอาเป็นว่า 20 ตันต่อต้น เพราะฉะนั้นถ้าจะใช้เข็มสั้นก็ต้องใช้ 7-8 ต้นเป็นอย่างน้อย ถ้าเลือกใช้เข็มยาวก็จะใช้ 2 ต้น (เพิ่มเติม…)

บ้านทรุด (ตอนที่1)

วันนี้ผมมีโอกาสได้เข้าไปดูบ้านทรุดให้เจ้าของบ้านรายหนึ่ง (เขาต่อเติมแค่ระเบียงนั่งเล่นหลังบ้าน ใช้เข็มยาว 15 เมตรแต่ยังทรุดหนักครับ) ก็เลยเกิดความคิดว่าผมน่าจะหยิบเอาเรื่องบ้านทรุด เอามาเป็นหัวข้อบอกกล่าวเล่าสิบให้ฟังกันดีกว่า เพราะอันที่จริงเรื่องของบ้านทรุดไม่ได้เพิ่งมีแค่เจ้าของบ้านรายนี้รายแรกที่ถามผมครับ มีถามกันมามากมายและก็หลากหลายคำถามตามแต่กรณีไป

ก่อนเข้าเรื่องบ้านทรุด ผมลองมาไล่คำถามที่ผมเคยเจอให้ฟังก่อนดีไหมครับ (เผื่อจะตรงกับคำถามในใจของใครกันบ้าง)

ถ้าต่อเติมครัว ต้องตอกเข็มไหม แล้วใช้เข็มสั้นพอไหม?”

เข็มสั้นคืออะไร? เข็มมีกี่ประเภท? ”

เทพื้นวางบนดิน เลยจะได้ไหม? ”

จะต่อหลังคาหลังบ้านวางบนกำแพงเลยได้ไหม?

ก่อนจะตอบ มาทำความเข้าใจกันหน่อยดีกว่าครับว่า ทำไมถึงทรุดและอะไรทำให้ทรุด…คำตอบก็คือดินครับ คำตอบดูจะกวนๆหน่อยแต่มันก็คือความจริงครับ เพราะว่าบ้านเรายืนอยู่บนดินไงครับ เพราะฉะนั้นแล้วเรามาทำความรู้จักลักษณะของดินกรุงเทพและปริมณฑลกันซักหน่อยดีกว่าครับ

ดินแถบกรุงเทพ ก็จะเป็นชั้นของดินเหนียวอ่อนซะเป็นส่วนหนา ลึกถัดลงไปก็จะเป็นดินเหนียวแข็งปานกลาง แล้วก็แข็งมาก แล้วก็เป็นชั้นทราย เป็น layer ทับถมกันแบบนี้ (ถ้างงหรือตามไม่ทันดูรูปประกอบครับ)

e0b88ae0b8b1e0b989e0b899e0b894e0b8b4e0b899โดยที่โซนเหนือของกรุงเทพ ชั้นดินเหนียวอ่อนจะเริ่มตั้งแต่ผิวดินลงลึกไปประมาณ 7-8 เมตร ถัดไปดินแข็งประมาณอีก 3-5 เมตร จากนั้นก็จะเป็นชั้นทราย แต่โซนสมุทรปราการชั้นดินอ่อนก็จะลึกจากผิวดินซักประมาณ 17-20 เมตรเลยทีเดียว ลึกถัดลงไปก็เป็นชั้นดินแข็งอีก 3-5 เมตร จนเจอชั้นทรายอีกทีอยู่ที่ประมาณ 23-27 เมตรก็เป็นได้ เพราะยิ่งใกล้ทะเลตะกอนดินเหนียวทับถมก็หนากว่าที่ไกลทะเลเป็นไปตามที่ธรรมชาติรังสรรขึ้นมาครับ นอกจากนี้ ระหว่างชั้นดินเองก็อาจมีชั้นน้ำแทรกอยู่ที่เราสูบขึ้นมาแล้วเรียกว่าน้ำบาดาลยังงัยละครับ

พอนึกภาพชั้นดินของกรุงเทพออกแล้ว ทีนี้เราก็มาดูการรับน้ำหนักของเข็มต่อว่า เสาเข็มทำงานในการรับน้ำหนักอย่างไร…ในตอนต่อไปครับ

ตรวจอย่างไร ตรวจแค่ไหน ถึงจะพอดีและเหมาะสม

ตรวจสอบบ้านสวัสดีครับผมมิสเตอร์เช็คมีเรื่องเล่าจากการตรวจบ้านมาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ อืม วันนี้เอาเป็นว่ามีเรื่องอยากให้ทำความเข้าใจมากกว่า อยากเป็นตัวกลางที่อยู่ระหว่างเจ้าของบ้านและโครงการ(ผู้รับเหมา)ในการซื้อบ้านนั้นแน่นอนว่าท่านว่าที่เจ้าของบ้านต้องอยากได้บ้านที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด…แน่นอนใช่ไหมล่ะครับ       แต่เนื่องจากในงานก่อสร้างนั้นเปรียบเสมือนงานแฮนด์เมดนะครับ(ตามที่โครงการหรือผู้รับเหมากล่าวอ้าง) คือ งานที่ย่อมมีข้อบกพร่อง ให้เข้าไปตรวจกี่ครั้งทุกครั้งก็ต้องมีจุดที่บกพร่อง แต่อยู่ที่ว่าจุดไหนคือจุดที่ต้องแก้ไขและจุดไหนที่พอจะรับได้ วันนี้ผมสรุปงานที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ และงานที่สามารถยอมรับได้ ผมขอแยกเป็นงานๆ ไปน่ะครับ (เพิ่มเติม…)

การต่อเติมอาคาร

การต่อเติมกฎหมายควบคุมอาคารกับการซื้อบ้านจัดสรร

สำหรับ ผู้ที่ซื้อบ้านในโครงการจัดสรรทุกคนคงมีความคิดคล้ายๆกันว่า “เมื่อซื้อบ้านและเข้าครอบครองกรรมสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ย่อมหมายความว่าผู้ที่เป็นเจ้าของ บ้านสามารถดำเนินการใดๆก็ได้ภายในขอบเขตรั้วบ้านของตัวเอง” แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจดีว่า สิทธิของที่ผู้เป็นเจ้าของยังคงถูกควบคุมไว้ด้วยกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายฉบับนี้ หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 เข้ามามีส่วนสำคัญกับผู้ซื้อบ้านตั้งแต่ก่อน เลือกซื้อ รวม ไปจนถึงระหว่างที่เป็นเจ้าของกรรม หรือเมื่อคิดที่จะขายบ้านให้แก่บุคคลอื่นเพื่อไปซื้อบ้าน หรือสร้างบ้านหลังใหม่
ดัง นั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ผู้ซื้อบ้านจะต้องศึกษากฎหมายควบคุมอาคารที่กำหนดถึงเรื่องการ ควบคุมการสร้างที่อยู่อาศัย และต้องติดตามข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากกฎหมายจะต้องมีการปรับ ปรุงให้เข้ากับยุคสมัยตลอดเวลา และกฎหมายควบคุมอาคารฉบับนี้ได้มีการประกาศใช้กฎหมายลูก เช่นกฎกระทรวง ข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ และประกาศ ตาม มาอีกหลายฉบับ หลาย ส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในโครงการจัดสรรโดยตรง
ปัจจุบัน พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ฉบับที่มีผลบังคับใช้อยู่ก็คือ ฉบับปรับปรุงแก้ไข ฉบับที่ 3 เริ่ม ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ.2543 สาระ สำคัญของกฎหมายยังมีความประสงค์จะควบคุมเรื่องสำคัญ 4 ประการเช่นเดียวกับกฎหมายควบคุมอาคารฉบับเดิมที่ประกาศใช้มา ตั้งแต่ปี 2522 คือ ควบคุมเรื่องความมั่นคงแข็งแรง ความ ปลอดภัยต่อผู้ใช้อาคาร ความ เป็นระเบียบเรียบร้อยต่อสังคมและชุมชน และ สร้างมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
ส่วนกฎหมายควบคุมอาคาร เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ซื้อ ที่อยู่อาศัยอย่างไรนั้น ก็ คงต้องขอย้อนไปที่ความหมายหรือคำจำกัดความของที่อยู่อาศัยตามกฎหมายควบคุม อาคาร เนื่อง จากในกฎหมายระบุว่า ที่อยู่อาศัย จะประกอบด้วยเรื่องของการสร้างบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถวหรือที่เรียกว่าทาวน์เฮาส์ ห้อง แถว และตึกแถว ซึ่ง ตึกแถวและบ้านแถว(ทาวน์เฮาส์) แม้ว่าจะจัดเป็นที่อยู่อาศัยเหมือนกันแต่ก็มีความแตกต่างกันใน เรื่องของการกำหนดระยะถอยล่นของอาคาร คือที่ว่างด้านหน้าระหว่างรั้วกับแนวเขตที่ดิน เพราะกฎหมายกำหนดว่าบ้านแถวหรือ ทาวน์เฮาส์ ต้องมีรั้วด้านหน้า ด้านหลังและเส้นแบ่งระหว่างบ้านแถวแต่ละหน่วย ส่วนบ้านแฝดจะต่างจากบ้านเดี่ยวตรง ที่บ้านแฝดต้อมีผนังแบ่งร่วมกัน
เมื่อทราบดังนี้แล้ว ก่อนที่จะซื้อบ้านก็ควรคำนึงถึง กฎหมายควบคุมอาคารด้วยเพราะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน ซึ่งหากพิจารณาตามกฎหมายควบคุม อาคาร บ้านที่ควรเลือกซื้อก็คือบ้านที่มีการก่อสร้าง และใช้อาคารตามที่กฎหมายกำหนด ถ้าซื้อบ้านราคาถูกแต่ผิดกฎหมายผู้ ซื้ออาจต้องถูกดำเนินคดี และรื้อถอนในภายหลัง แม้ว่าจะไม่ใช่ผู้ขออนุญาตปลูก สร้างก็ตาม
ตัวอย่างเช่นการซื้อบ้านที่มีการต่อเติมในภาย หลังจากที่มีการขออนุญาตก่อสร้างไปแล้วโดยไม่มีการแจ้งขอดัดแปลงอาคาร เนื่องจากมีกฎกระทรวงกำหนดว่าถ้าผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องการต่อ เติมอาคาร การ ต่อเติมนั้นต้องมีพื้นที่ไม่เกิน 5 ตาราง เมตร ถ้าพื้นที่ที่ต่อเติมเกินจาก 5 ตาราง เมตรขึ้นไป เข้าข่ายเป็นการขอดัดแปลงอาคาร ถ้ามีการเพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10% ของโครงสร้างเดิม ก็ถือว่าเป็นการดัดแปลงอาคารด้วย เช่นกัน ผู้ เป็นเจ้าของบ้านต้องไปขอต่อเติมอาคารตามกฎหมาย
จุดนี้อาจเป็นปัญหาสำหรับผู้ซื้อบ้านในโครงการ จัดสรร เพราะผู้ซื้ออาจไม่มีโอกาสรู้ได้ ว่าบ้านที่ซื้อมานั้นมีการต่อเติมหรือไม่ ดังนั้นผู้ซื้อควรทำการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นก่อนตัดสินใจซื้อ เพราะหากเป็นการซื้อในโครงการจัด สรร และถึงแม้ว่าเป็นการต่อเติมไม่เกิน 5 ตารางเมตร แต่ หากการต่อเติมทำให้ระยะห่าง หรือระยะถอยร่นไม่เป็นไปตามกฎหมายก็ไม่สามารถต่อเติมได้ ข้อแนะนำก็คือผู้ซื้อบ้าน สามารถ ตรวจสอบได้จากทางโครงการ หรือ ตรวจสอบจากแบบแปลนบ้านที่โครงการเสนอขายว่าตรงกับที่มีการก่อสร้างจริงหรือ ไม่ การ เรียกดูแบบแปลนของบ้านหลังที่คุณจะซื้อถือเป็นกระแสใหม่ที่สามารถทำได้ เนื่องจากขณะนี้บริษัทชั้นนำเริ่ม นำระบบเปิดเผยข้อมูลพิมพ์เขียวให้ลูกค้าตรวจสอบเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และตามกฎหมายผู้ซื้อบ้านก็สามารถ ร้องขอเพื่อจะดูเอกสารดังกล่าวได้เช่นกัน
ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อบ้าน ต้องพิจารณาให้รอบครอบโดยประเมิน ถึงความต้องการใช้พื้นที่ใช้สอยในอนาคต ด้วยว่าพื้นที่ใช้สอยจะเพียงพอสำหรับครอบครัวของคุณหรือไม่ ซึ่งต้องวางแผนเผื่อไว้สำหรับการ ขยายครอบครัวหรือการมีสมาชิกเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อเลี่ยงการต่อเติมอาคารในภายหลัง เพราะการซื้อบ้านหลังเล็กราคาถูกกว่า แล้วคิดว่าจะต่อเติมเมื่อมีงบ ประมาณมากขึ้นในอนาคต อาจ ไม่สามารถทำได้เพราะมีปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคารเข้ามาเกี่ยวข้อง ยกเว้นแต่ว่าคุณซื้อที่ดินแปลงใหญ่ เนื้อที่มากกว่าขนาดของที่ดินมาตรฐานตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายการจัดสรรที่ดิน กล่าวคือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวเนื้อที่ ควรมากกว่า 50 ตาราง วา บ้านแฝดเนื้อที่ควรมากกว่า 35 ตาราง วา และทาวน์เฮาส์เนื้อที่ควรมากกว่า 16 ตาราง วา
เนื่องจากโดยปรกติแล้วผู้ประกอบการหรือเจ้าของ โครงการจะพัฒนาที่ดินโดยสร้างบ้านเต็มพื้นที่ตามที่กฎหายกำหนดไว้แล้ว คือถ้าเป็นบ้านเดี่ยวก็จะสร้างเต็ม พื้นที่ 70% ของแปลงที่ดินและ เว้นมีพื้นที่ว่าง 30 % ตาม ที่กฎหมายกำหนด หากเป็นทาวน์เฮาส์จะสร้างโดยมีที่ว่างด้านหลัง2 เมตร ด้าน หน้า 3 เมตร ดังนั้นทาวน์เฮาส์จึงไม่สามารถต่อเติมได้
ส่วนผู้ที่มีความคิดว่าขยายด้านข้างไม่ได้ก็ต่อเติมชั้นบนแทนคง ไม่เป็นปัญหาเรื่องระยะห่างของอาคาร ความคิดที่กล่าวมานี้ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้แต่ก่อนที่จะมีการ ต่อเติมต้องพิจารณาถึงน้ำหนักที่จะเพิ่มขึ้นด้วย การรับน้ำหนักตามกฎหมายจะนับจาก 150 ตารางเมตรต่อคน หากต่อเติมจนน้ำหนักเงิน 10% ของโครงสร้างเดิมก็ต้องขออนุญาตเช่นกัน
การ ต่อเติมในลักษณะที่กล่าวมานี้มักเกิดกับผู้ที่ซื้อทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น และภายหลังต้องการต่อเติมเป็น 3 ชั้น การต่อเติมดังกล่าวสามารถทำได้ ถ้าที่มีว่างหน้าอาคาร 3 เมตร ที่ว่างหลังอาคาร 2 เมตร ก็สามารถยื่นขอต่อเติมได้แต่ต้อง ให้วิศวกรคำนวณว่าการต่อเติมของคุณมีผลกระทบต่อโครงสร้างคูหาข้างเคียงหรือ ไม่ ถ้า กระทบก็ไม่สามารถทำได้เพราะจะทำให้เกิดปัญหาการทรุดตัว การแตกร้าว และสำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของบ้าน หรือผู้ที่ซื้อบ้านจัดสรรไปแล้วหากต้องการต่อเติม ทำโรงรถ ทำห้องคนใช้ ต้องขออนุญาต เพื่อให้ถูกกฎหมาย ด้วย เช่นกัน
ดัง นั้นผู้ที่ซื้อบ้านในโครงการจัดสรรควรรักษาสิทธิด้วยการขอดูแบบ เพราะโดยทั่วไปโครงการจัดสรรทุก แห่ง บ้าน ทุกหลังต้องมีแบบที่ประทับตราขออนุญาตก่อสร้างไว้แล้ว และแบบแปลนดังกล่าวจะถูกนำไปยื่น ให้แก่สถาบันการเงินเป็นเป็นเอกสารประกอบในการขอสินเชื่อ เพื่อเป็นเอกสารหลักฐานในการ ป้องกันปัญหาข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลังซึ่งแบบแปลนนี้จะมีประโยชน์อย่าง มากเมื่อผู้เป็นเเจ้าของบ้านมีแผนที่จะต่อเติมบ้าน หรือต่อเติมอาคาร
สำหรับ ผู้ที่คิดว่าไม่จำเป็นต้องขออนุญาตต่อเติม เพราะคงไม่มีใครมาตรวจหรือดำเนินคดี ความคิดดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่ถูก ต้องเพราะเรื่องของการต่อเติมอาคารสำนักงานเขตจะเป็นผู้ตรวจตราอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่เขต หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นจะมีไม่เพียงพอในการออกตรวจ แต่เมื่อใดที่มีการตรวจพบเจ้า หน้าที่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที และ หากคุณเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเพื่อนบ้านรอนสิทธิด้วยการต่อเติมอาคารโดยผิด กฎหมาย สามารถ แจ้งมาโดยตรงที่ 1555 ศูนย์ รับเรื่องราวร้องร้องทุกข์ สำหรับ พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่วน ในเขตภูมิภาคสามารถแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นได้เช่นกัน

ว่าด้วยเรื่องของ Safe-T-Cut

เซฟตี้คัทมีหลายๆ คนถามผมมาเกี่ยวกับเรื่องของ safe t cut ว่าจะติดดีไม่ดี ติดอย่างอื่นได้ไหม ไม่ติดจะเป็นอะไรไหม แล้ว safe t cut ต่างจาก breaker ยังงัย เอาเป็นว่าวันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจให้กระจ่างกันซะทีเดียวเลยดีกว่าครับ ทั้งเรื่องของเซฟทีคัท, เบรกเกอร์, สายดินและอุปกรณ์อื่นๆ

แต่ก่อนจะไปเรื่องของ เซฟทีคัท ผมต้องขออนุญาตินำท่านเข้าสู่และเข้าใจเรื่องของไฟ ไฟ ก่อนนะครับ

ทุกคนคงเคยได้ยินศัพท์เหล่านี้มาแต่อ้อนแต่ออกใช่ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นไฟดูด ไฟรั่ว ไฟเกิน ไฟช๊อต ไฟลัดวงจร แต่หลายๆ คนก็คงแต่แค่ได้ยินคำพวกนี้ แต่ไม่รู้ว่าความหมายว่ามันหมายถึงอะไร รู้แต่เพียงว่าถ้าเกิดแก่เราแล้ว…บรรลัยเกิด ซี้แหง๋แก๋แน่นอนเท่านั้นเองใช่ไหมครับ

ในบรรดาศัพท์ที่เกี่ยวกับความบรรลัยทางไฟฟ้าข้างต้นที่ว่ามานั้น ผมขอแยกออกเป็นสองประเภทเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายๆ ครับ ก็คือ 1 กระแสไฟในสายไฟมีสูงมากเกิน (อันได้แก่ ไฟช๊อต ไฟเกิน ไฟลัดวงจร ครับ) และ 2 กระแสไฟฟ้ารั่วหายไปจากสายไฟ (อันได้แก่ ไฟรั่ว ไฟดูด ครับ)

เรามาขยายความต่อดีกว่าครับว่าไอ้ “กระแสไฟฟ้าในสายไฟมีสูงมากเกิน” หมายความว่าอย่างไร และเกิดได้อย่างไรกันครับ

ลองนึกภาพตามก่อนแบบนี้นะครับ ตอนเรียนวิทยาศาสตร์สมัยเด็กๆ เราเอาสายไฟจิ้มไปที่หลอดไฟข้างหนึ่ง อีกสายหนึ่งก็ออกจากตูดหลอดไฟ กระแสไฟวิ่งเข้าหลอดแล้วก็ออกหลอด หลอดไฟก็สว่างขึ้นมา

หลอดไฟในที่นี้ก็คือความต้านทานชนิดหนึ่งครับ ถ้าจะพูดภาษาวิทย์แบบชาวบ้านๆ ก็คือ มีกระแสไฟวิ่งผ่านตัวต้านทาน ตัวต้านทานก็เกิดปฏิกิริยา เกิดการทำงาน (เช่นหลอดสว่าง เตารีดร้อน มอเตอร์หมุน อะไรก็แล้วแต่) ทีนี้ถ้าเราจับปลายสายไฟมาชนกันโดยไม่มีตัวต้านทานมากั้นกลางละครับ จะเกิดอะไรขึ้น…”ไฟก็วิ่งจากสายเข้าสายหนึ่ง ไปออกอีกสายหนึ่งงัย”…ไม่ใช่ครับ มันไม่ง่ายอย่างนั้นนะซิครับ ผมจะลองมาทบทวนบทเรียนสมัยเด็กๆ ให้ฟังอีกทีแล้วกันนะครับ

พูดภาษาวิทย์ก็คือ “เมื่อมีความต่างศักดิ์เกิดระหว่างตัวต้านทาน ก็จะเกิดกระแสไฟวิ่ง” (เกิดการทำงานตามมา เช่นหลอดสว่าง เตารีดร้อน มอเตอร์หมุน อะไรก็แล้วแต่) เป็นไปตามสูตรที่ว่า ความต่างศักดิ์ = กระแสไฟ x ความต้านทาน (V=IxR) (จริงๆ เป็นสมการของไฟฟ้ากระแสตรงนะครับ ส่วนไฟบ้านที่ใช้กันเป็นไฟกระแสสลับครับ) แต่เอาเป็นว่าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ลองใส่ค่าลงไปในสูตรแบบนี้ดูครับ ไฟบ้านความต่างศักดิ์ 220 โวลท์ หลอดไฟมีความต้านทาน 440 โอห์ม กระแสไฟที่ผ่านเท่าไหร่ครับ ก็เท่ากับ 220/440 = 0.5 แอมป์ ทีนี้พอเราหยิบเอาปลายสายไฟสองฝั่งมาชนกัน ก็เสมือนกับว่า มีความต่างศักดิ์ที่ยังเท่าเดิม แต่คราวนี้ไม่มีตัวต้านทานแล้ว (ตัวต้านทานเป็น 0) กระแสเป็นเท่าไหร่ครับ ก็เท่ากับ 220/0 = อนันต์ นั่นกำลังหมายความว่า เพียงเสี้ยววินาทีมีกระแสไฟฟ้าวิ่งสูงมากในสายไฟ สิ่งที่เราเห็นตามมาก็คือไฟสปาร์คเปรี๊ยะๆ นั่นเองครับ ถ้าเทียบว่าการที่สายไฟสองเส้นถูกหนูกัดขาดหรือฉนวนเสื่อมสภาพ แล้วมาแตะโดนกัน มันก็คือการทำให้เกิดกระแสที่พุ่งสูงเกิน หรือไฟลัดวงจรนั่นเอง (ไฟจากสายไฟเข้าลัดมาออกที่สายไฟออกก่อนที่จะไปถึงหลอดไฟ)

จากเหตุการณ์ข้างต้น เกิดศัพท์ขึ้นก็คือ ไฟช๊อต (การที่ไฟสปาร์คเปรี๊ยะๆ) ไฟเกิน (ก็คือกระแสไฟวิ่งในสายไฟมากเกิน) ไฟลัดวงจร ((ไฟจากสายไฟเข้าลัดมาออกที่สายไฟออกก่อนที่จะไปถึงตัวต้านทาน) พอเข้าใจบ้างไหมครับเกี่ยวกับ “กระแสไฟฟ้าในสายไฟมีสูงมากเกิน” ทีนี้เมื่อไฟเกินมากๆ นานๆ เกิดอะไรครับ ก็สายไฟก็ร้อนนะซีครับ ถ้าร้อนจนขนาดฉนวนสายไฟละลาย ไฟก็ลัดวงจรกันไปใหญ่สปาร์คกันไป หรือถ้าร้อนมากไปติดเชื้อไฟก็อาจเกิดตามมาด้วยไฟไหม้บ้านได้ยังไงละครับ

จากเหตุการณ์ข้างต้น ถ้าไม่อยากให้เกิดไฟเกิน จะทำยังงัยดีละครับ…เราก็ติดอุปกรณ์กันไฟเกินซีครับ สมัยก่อนก็ที่ใช้กันที่เรียกกันว่าฟิวส์งัยครับ พอไฟเกินปั๊บ ฟิวส์เองก็รับกระแสไฟไม่ไหว ฟิวส์ก็ขาด วงจรไฟฟ้าก็ตัดขาดไปโดยปริยาย เสร็จแล้วไปซื้อฟิวส์อันใหม่มาเปลี่ยน ปัจจุบันก็พัฒนามาเป็นเสมือนฟิวส์อัตโนมัติ (ภาษาผมเองนะครับ) ควบคู่อยู่ในตัวเบรคเกอร์ พอเกิดไฟเกินในวงจร เบรกเกอร์ตรวจจับได้ก็สับตัวเองทันที…ก็รอดไป พอแก้ไขเสร็จก็ไปสับเบรกเกอร์ขึ้นใหม่ ใช้งานได้ตามเดิมสบายใจเฉิบ (นอกเรื่องนิดนึงครับ เบรคเกอร์ก็คือสะพานไฟ (Cut-out) ทำหน้าที่ตัดไฟ)

เรามาดูต่อว่าแล้วเจ้า “ไฟฟ้ารั่วหายไปจากสายไฟ” หมายความได้ว่าอย่างไรครับ

ผมขอเริ่มอธิบายแบบชาวบ้านๆ อย่างนี้แล้วกันครับ กระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้ามาในบ้านก็กลับออกไปจากบ้าน กระแสทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกต้องเท่ากันครับ สมมติว่าตู้เย็นของเราเสื่อมสภาพสายไฟภายในโดนหนูแทะฉนวนขาดแล้วบังเอิญมาแตะโครงตู้เย็นเข้า ตอนนี้ยังไม่เกิดอะไรครับ เพราะไฟจากนอกบ้าน วิ่งเข้ามาวนเวียนอยู่ในตู้เย็น (รวมถึงโครงตู้เย็น) แล้วก็วิ่งกลับออกไปนอกบ้าน กระแสเข้าบ้านออกบ้านเท่ากันครับ เมื่อไหร่ที่เราไปจับตู้เย็น กระแสไฟก็จะแบ่งมาลงที่ตัวเราแล้ววิ่งลงพื้นลงดินไป ทีนี้แหละครับกระแสที่วิ่งกลับไปออกนอกบ้านก็จะไม่เท่ากับตอนเข้ามาเพราะแบ่งลงตัวเราลงดินไปแล้ว (สมมติว่าไม่มีสายดิน) จากที่เล่ามาก็จะเกิดศัพท์ 2 ศัพท์ครับก็คือไฟรั่ว (สายไฟขาดมาแตะโครงตู้เย็น ไฟรั่วลงโครงตู้เย็น) และไฟดูด (กระแสไฟไหลลงตัวเราแล้วลงดิน แล้วเราก็ออกสเต๊ปชักแหง่กๆๆตัวติดอยู่ข้างตู้เย็น) มาถึงตอนนี้พอเข้าใจขึ้นมาบ้างไหมครับ

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ดังนั้นถ้าเราไม่อยากโดนไฟดูด เราจึงคิดเครื่องมือมาอันนึงเพื่อวัดความแตกต่างของกระแสไฟที่เข้าและออกจากบ้าน ถ้าไฟเข้าและออกต่างกันเจ้าเครื่องตัวนี้ก็จะตัดไฟในบ้านทั้งหมดทันที เจ้าเครื่องมือตัวนี้มียี้ห้อที่เราคุ้นหูก็คือ “เซฟทีคัท” นั่นเองครับ เจ้าเครื่องตัวนี้สามารถวัดความแตกต่างโดยปรับความแตกต่างได้ตั้งแต่ 5 มิลลิแอมป์ถึง 30 มิลลิแอมป์ (ทำไมต้องลิมิตที่ 30 มิลลิแอมป์ไว้มาว่ากันต่ออีกทีครับหรืออ่านได้ตามลิ้งค์นี้เลยครับ http://www.squarewa.com/2010/สาระน่ารู้เกี่ยวกับสายสาระน่ารู้เกี่ยวกับสาย/) ดังนั้นเราติด safe t cut ไปทำไมคงจะพอตอบกันได้แล้วใช่ไหมครับ

ความปวดเศียรเวียนเกล้าเกิดตอนนี้แหละครับ สมมติว่าเครื่องปรับอากาศเราเก่าแล้ว ฝุ่นจับไปหมด พอชื้นเข้าหน่อยโอกาสที่ไฟจะรั่วลงตัวเครื่องหรืออุปกรณ์ภายในก็มีบ้างโดยที่เราไม่รู้ตัวหรอกครับว่ามันเกิดไฟรั่ว แล้วถ้าเราตั้งไว้ให้มันจับความแตกต่างที่ 5 มิลลิแอมป์ เซฟทีคัทก็ช่างอ่อนไหว sensitive เสียนี่กระไร ตรวจจับเจอแล้วก็ทำการตัดไฟ(ทั้งบ้าน..เพราะคุมเมนเบรคเกอร์) เอ๊ะ! เดี๋ยวตัดๆ ตัดบ่อยๆ เข้าเราชักรำคาญ sensitive นักใช่ไหม ก็เลยไปปรับให้จับความแตกต่างเป็น 10…ก็ยังตัด…รำคาญ…ปรับอีกเป็น 15…ก็ยังตัด…รำคาญ…ปรับอีกเป็น 20…จนทีนี้เป็น 30 ก็ยังตัดอยู่ (แต่ถึงตอนนี้ เราเองก็ยังไม่รู้ว่ามีสาเหตุการตัดมาจากไฟรั่วที่แอร์เก่า) ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไร ทีนี้ก็เลยปรับไปเป็น bypass ไปซะเลย หรือก็คือต่อไฟเข้าบ้านโดยตรง ไม่ต้องผ่านเซฟทีคัทแล้ว โอเคครับคราวนี้ไฟในบ้านไม่ตัดแล้ว ไม่รำคาญแล้ว แต่ก็เสมือนว่าเราไม่ได้ติดเซฟทีคัท ไม่ได้ใช้งานมันอยู่ดี มาถึงตรงนี้ก็กลับไปสู่คำถามแรกยอดฮิตที่ว่า “ติดเซฟทีคัทดีหรือเปล่า” ถึงตรงนี้พอนึกภาพออกกันบ้างไหมครับ

มาถึงตรงนี้ด้วยกิเลสของมนุษย์ก็แน่นอนครับว่าต้องมีคำถามที่ว่า “อยากติดอ่ะ แต่ไม่อยากให้ดับทั้งบ้าน มีทางแก้ไหมครับ” คำตอบก็คือว่า มีซิครับ พูดง่ายๆ ก็คือแทนที่จะติดควบคุมวัดความต่างของกระแสทั้งบ้านที่ Main Breaker ก็เลือกติดตัววัดความต่างกระแสที่ตัวควบคุมวงจรย่อย (แต่ละ Breaker) โดยเลือกเป็นวงจรไปที่มันมีความเสี่ยงกับการรั่วของไฟ เช่นเครื่องทำน้ำอุ่น/ร้อน ปลั๊กไฟในห้องน้ำหรือปลั๊กไฟนอกบ้านที่สุ่มเสี่ยงกับการโดนดูด แต่อย่างที่ผมบอกเล่าไปข้างต้น เบรคเกอร์ก็คือสะพานไฟ (Cut-out) ทำหน้าที่ตัดไฟครับ เบรคเกอร์ไม่ได้ทำหน้าที่วัดความแตกต่างของกระแสไฟ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเปลี่ยนมาเป็นเบรกเกอร์ชนิดที่วัดความต่างกระแสไฟได้ในตัวด้วย (เบรคเกอร์แบบมีเซฟทีคัทในตัว) ที่เรียกว่า เบรกเกอร์ ELCB (Earth Leakage Circuit Breaker) เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ ตัดเป็นแค่วงจรๆ ไป อ้อ…ตัว ELCB ก็จะกำหนดค่าความต่างไว้ตายตัวที่ 30 มิลลิแอมป์นะครับ อันที่จริงคำว่า “เบรคเกอร์แบบมีเซฟทีคัทในตัว” เป็นภาษาของผมเองนะครับ เพราะจริงๆ แล้วเจ้าเซฟทีคัทต่างหากที่ถือเป็น ELCB ชนิดหนึ่งครับ

แต่โดยมาตราฐานแล้ว ถ้าเราใช้เครื่องทำน้ำอุ่น/ร้อนที่ผ่านม.อ.ก. (ถ้าไม่ใช่จำพวกเครื่องจากจีนแดงอะไรเทือกนั้น) แล้วนั้นไซร้ ทุกเครื่องจะต้องติด ELCB ในตัวอยู่แล้วครับ (ก็คือไอ้ที่มีปุ่มบนตัวเครื่องให้เรากด TEST ตัวนั้นแหละครับ) ดังนั้นถ้าติด ELCB อีกที่ตู้เมน จะว่าไปก็ซ้ำซ้อนครับ

สาระน่ารู้เกี่ยวกับสายดิน

สายดินสายดิน

สายดินคืออะไร?  คำถามเรื่องเกี่ยวกับสายดินที่ผมมักจะต้องตอบให้กับลูกค้าที่ผมเข้าไปตรวจบ้านอยู่เสมอๆ เพราะมีหลายโครงการฯ(ทั้ง No Name และมีชื่อเสียง)ที่เค้ามักจะลืมหรือเป็นเพราะลดสเป๊คงาน หรือจะอะไรก็ตาม ที่ทำให้บ้านของท่านลูกค้าไม่มีสายดินไว้เพื่อป้องกันไฟดูดหรือไฟรั่วเข้าสู่ร่างกาย ทำให้อาจเกิดอันตรายทั้งชีวิตและทรัพย์สินของตัวท่าน วันนี้ผมมีคำตอบและคำอธิบายเกี่ยวกับสายดินมาฝากกันครับ

ผมขอกล่าวง่ายๆ เพื่อให้เข้าใจกันน่ะครับว่าสายดินคือสายไฟฟ้า(ตามกฎการไฟฟ้าจะเป็นสีเขียวหรือเขียวแถบเหลือง)มีไว้เพื่อป้องกันเราให้พ้นอันตรายที่เกิดจากไฟชอร์ตหรือไฟรั่ว เพราะกรณีหากเกิดไฟชอร์ตหรือไฟรั่วขณะที่เราใช้งานอุปกรณ์ชิ้นนั้นอยู่ กระแสไฟจะไหลเข้าสู่ส่วนที่เป็นโลหะ ซึ่งถ้าเราสัมผัสโลหะนั้นอยู่ แถมที่บ้านก็ไม่ได้ติดสายดินไว้ด้วย กระแสไฟทั้งหมดก็จะไหลเข้าสู่ตัวเรา ทำให้อาจเกินอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ แต่ถ้าที่บ้านมีการติดตั้งสายดินไว้ กระแสไฟเหล่านั้นก็จะไหลผ่านเข้าไปที่สายดินแทน อันตรายต่างๆ ที่เกิดจากไฟชอร์ตหรือไฟรั่วก็จะไม่เกิดขึ้น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า สายดินทำหน้าที่เหมือนท่อน้ำล้นของอ่างล้างจานในครัวบ้านเรา ที่เมื่อเปิดน้ำจนถึงท่อน้ำล้นแล้ว น้ำก็จะไหลออกมาตามท่อนั้น น้ำจึงไม่ล้นอ่าง สายดินนี้ตรงส่วนปลายจะถูกฝังไว้ในดินจริงๆ ด้วยการรวมสายดินจากทุกจุดต่างๆ ในบ้านมารวมตัวกันในตู้ควบคุมไฟฟ้า และต่อสายอีกเส้นจากตู้ไฟนี้เชื่อมกับ แท่งทองแดงหรือแท่งเหล็กชุบหรือหุ้มด้วยทองแดงมีขนาดไม่ต่ำกว่า 5/8 นิ้วและยาวประมาณ 2.40 เมตร ที่จะทำการฝังอยู่ในดินโดยสายไฟดังกล่าวนี้จะต้องมีความยาวตลอดจนถึงหลักดินโดยไม่มีการตัดขาดระหว่างสายไฟ โดยวิธีการต่อเชื่อมสายเข้ากับหลักดินจะมีอยู่ด้วยกัน 2 กรณี ดังนี้ กรณีแรก ด้วยวิธีแรงกลควรให้จุดต่อโผล่ขึ้นจากดินเพื่อป้องกันการผุกร่อนบริเวณจุดต่อ และให้สามารถตรวจสอบได้ง่ายด้วยการมีบ่อและฝาปิด กรณีที่สองถ้าจะฝังในดินจะต้องทำให้เป็นเนื้อเดียวกันด้วยวิธีเชื่อมด้วยความร้อน(Exothermic Welding) ซึ่งภายในดินจะมีความชื้นอยู่เสมอ จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่าสภาวะความต้านทานไฟฟ้าต่ำ กระแสไฟจึงไม่ไหลมาทำอันตรายเรา ทีนี้พอมองเห็นประโยชน์ของสายดินบ้างหรือยังครับ

จะปักตำแหน่งหลักดินไว้ตรงไหนดี? คำถามนี้ไม่ค่อยมีลูกค้าถามครับแต่ผมว่ามันสำคัญเลยทีเดียว เพราะมันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยที่บางโครงการ อาจจะพลาดก็ได้ครับผมจึงสรุปให้เป็นหัวข้อดังต่อไปนี้

1.ตำแหน่งของหลักดินไม่ควรอยู่ไกลจากตู้เมนมากนักเพราะ หากไกลมากไปเส้นทางก็ยาวขึ้นทำให้กรณีไฟฟ้ารั่วลงดินอาจจะไหลช้าลง

2.พื้นดินที่ใช้ปักหลักดินควรเป็นดินแท้ๆที่ไม่มีหินทรายหรือปูน ปนอยู่

3.ไม่ควรมีอุปสรรคเช่น เสาหรือผนังขวางกั้นการแพร่กระจายของประจุไฟฟ้าในพื้นดิน

4.สภาพดินที่ชื้นจะดีกว่าดินที่แห้งแต่ต้องไม่มีน้ำท่วมขัง

5.ในการปักหลักดินลงสู่ดินจะต้องมีค่าความต้านทานต่ำสุดไม่เกิน 5 โอห์ม แต่กรณีที่สภาพดินไม่เอื้ออำนวยเมื่อวัดค่าความต้านทานแล้วยังเกินกว่าค่าที่กำหนดไว้อนุโลมให้ปักแท่งดินเพิ่มอีก 1 แท่งและปักห่างกันเท่ากับความยาวแท่งหลักดินแล้วต่อเชื่อมให้ถึงกัน

เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทใดที่ต้องมีสายดินล่ะ? เครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นต้องมีสายดินได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มักมีไฟรั่วได้ง่าย มีส่วนภายนอกที่เป็นโลหะหรือเกี่ยวข้องกับน้ำ หรือความร้อนเช่น เตารีด ตู้เย็นกระทะไฟฟ้า ไมโครเวฟ เครื่องทำน้ำอุ่น เตาอบ เป็นต้น เครื่องใช้ไฟฟ้าเล่านี้การไฟฟ้าให้คำนิยามว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 1 สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นต้องมีสายดินได้แก่เครื่องใช้ไฟฟ้าจำพวกที่มีฉนวนหุ้ม 2 ชั้นหรือมีความหนาของฉนวนเป็น 2 เท่า เครื่องใช้ไฟฟ้าเล่านี้การไฟฟ้าให้คำนิยามว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 อีกประเภทนึงที่ไม่จำเป็นต้องมีสายดินเรียกว่าประเภท 3 ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีแรงดันไม่เกิน 50 v. เช่น เครื่องโกนหนวดไฟฟ้า โทรศัพท์ เป็นต้น

อันตรายจากการโดนไฟฟ้าดูดหรือช๊อตจะทำให้ตายได้ไหม? ดูได้จากตารางน่ะครับ

                   

ปริมาณกระแสไฟฟ้า

ผลกระทบที่มีต่อร่างกาย

1 mA หรือน้อยกว่า

ไม่มีผลกระทบต่อร่างกาย

มากกว่า 5 mA

ทำให้เกิดการช็อก และเกิดความเจ็บปวด

มากกว่า 15 mA

กล้ามเนื้อบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดเกิดการหดตัว และร่างกายจะเกิดอาการเกร็ง

มากกว่า 30 mA

การหายใจติดขัด และสามารถทำให้หมดสติได้

50 ถึง 200 mA

ขาดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ และอาจจะเสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที

มากกว่า 200 mA

 

มีรอยไหม้บริเวณผิวหนังที่ถูกไฟฟ้าดูดและหัวใจหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

ตั้งแต่ 1A ขึ้นไป

 

ผิวหนังบริเวณที่ถูกกระแสไฟฟ้าดูดถูกทำลายอย่างถาวร และหัวใจจะหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่วินาที

คราวนี้เห็นแล้วยังครับ ว่าสายดินมีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ดังนั้นผมคิดว่าข้อความหรือบทความที่ผมได้เขียนไว้ ซึ่งบางส่วนก็ได้นำข้อมูลมาจากที่อื่นๆบ้าง คงจะเป็นประโยชน์ให้กับท่านผู้อ่านไม่มากก็น้อยน่ะครับ และหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ทำความเข้าใจและใช้มันให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดครับ

ระบบท่อปลวก

ท่อปลวกระบบท่อปลวก 

การป้องกันกำจัดปลวกระบบ PIPE&SOIL TREATMENT
   การป้องกันปลวกระบบท่อ คือ การวางท่อเคมี PE ไว้ใต้อาคารและใช้เครื่องฉีดแรงดันสูง ฉีดและพ่นน้ำยาเคลือบผิวดินใต้อาคาร เพื่อทำให้พื้นดินเป็นพิษเกินกว่าทีปลวกจะสามารถอาศัยอยู่และแทรกตัวผ่านขึ้นมาทำลายตัวอาคารหรือบ้านเรือน
 ขั้นตอนการติดตั้ง
1.เจ้าหน้าที่จะเริ่มดำเนินงาน หลังจากที่ทางฝ่ายก่อสร้างได้ทำการเทคานคอดินและถอดแบบเรียบร้อยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่จะทำการวางท่อ PE ตามแนวคานด้านในรอบตัวอาคารต่ำจากคานประมาณ 15-20เซนติเมตร ซึ่งหัวอัดน้ำยาจะอยู่ด้านนอกตัวอาคารตามความเหมาะสม

2.หลังจากวางท่อน้ำยาเคมีเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าจะทำการอัดน้ำยาภายในตัวบ้านทุกตารางเมตรโดยจะใช้หัวอัดน้ำยา(High Pressure Injector) ปักลงไปในดิน ประมาณ 50-100 เซนติเมตร และอัดน้ำยาเคมี ทุกๆตารางเมตรละ 5 ลิตร จากนั้นเจ้าหน้าที่จะฉีดพรหมหรือปูหน้าดินให้ทั่ว ตารางเมตรละ2 ลิตร

3.หลังจากอัดน้ำยาภายในตัวอาคารเรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่จะทำการอัดน้ำยาเคมีภายนอกรอบตัวอาคาร โดยอัดน้ำยาห่างจากตัวบ้าน 1 เมตร หลังจากนั้นจะใช้สเปรย์เคลือบผิวหน้าดิน ตารางเมตรละ 2 ลิตร โดยห่างจากตัวบ้าน 1 เมตร

4.หลังจากจบขั้นตอนทั้ง 3 แล้ว ฝ่ายก่อสร้างก็สามารถปรับพื้นดินและเทคอนกรีตได้เลย โดยทางเจ้าหน้าที่จะเข้ามาดำเนินการติดตั้งหัวอัดน้ำยาหลังจากที่ฝ่ายก่อสร้างฉาบปูนและทาสีผนังบริเวณตำแหน่งที่ติดตั้งหัวอัด

ข้อดีของการใช้ระบบ PIPE&SOIL TREATMENT

1.ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในอนาคต เนื่องจากสามารถอัดน้ำยาเคมีเข้าไปใต้พื้นอาคารได้เลยโดยการส่งผ่านจากทางหัวอัดลำเลียงไปยังท่อ PE ที่ได้ทำการติดตั้งไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้ระบบเจาะพื้นเพื่ออัดน้ำยาเคมีลงดิน
2.ไม่ทำให้พื้นอาคารซึ่งบางบ้านอาจใช้วัสดุอย่างดี เกดความเสียหาย และมีความชื้นเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการเจาะพื้น
3.ไม่ต้องนำน้ำยาเคมีจำนวนมากๆ ผ่านเข้าไปในตัวอาคาร เพื่อความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย

การรับประกัน
โดยทั่วไปการรับประกันของระบบป้องกันปลวกจะอยู่ที่ประมาณ 3 ปี และจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจเช็คทุกๆ 4 เดือน จนครบสัญญาการรับประกัน ครับ

กริ่งหน้าบ้านต้องใช้ไฟฟ้าไหม

กระดิ่งไฟฟ้าต้องใช้ซีครับ ถ้าไม่ใช้ก็คงจะต้องเรียกว่าระฆัง ซะจะดีกว่า แต่คำถามของผมต่อไปก็คือว่า เมื่อไอ้เจ้ากริ่งหน้าบ้านนี้มันต้องใช้ไฟแล้วมันควรควรจะใช้ไฟจากวงจรไหนกันดีละครับ จะเป็นวงจรของไฟแสงสว่าง (ดวงโคม) หรือวงจรไฟฟ้ากำลัง (ปลั๊ก) ดี คำตอบก็คือวงจรไฟฟ้าแสงสว่างครับ แต่บ่อยๆ ครั้งไปที่ไปเจอช่างมักง่ายก็จะต่อตรงจากบาร์ไฟ (โดยจิ้มสายไฟไปที่ด้านบนของเบรกเกอร์ตัวใดตัวหนึ่ง ตามรูป) ซึ่งนั่นช่างกำลังหมายความให้เราฟังว่า…กริ่งมีไฟไปเลี้ยง กดแล้วเสียงดังฟังชัดเจนแบบว่าแม่ยายมาเยี่ยมลูกเขย แล้วลูกเขยได้ยินแน่นอน แต่…ไม่มีเบรกเกอร์ไหนควบคุมมัน เนื่องจากเป็นการต่อไฟตรงนั่นเอง ยกเว้นเสียว่าจะต้องสับเมนเบรกเกอร์เท่านั้น แต่นั่นก็หมายความว่าไฟดับทั้งบ้าน ลองคิดดูครับ จะวุ่นวายขนาดไหน จะซ่อมกริ่งทั้งที ต้องปิดเมนเบรกเกอร์ดับไฟทั้งบ้านกันเลยทีเดียว เรียกว่าขี่ช้างจับตั๊กแตนกันเลยทีเดียว  สายนิวทรอลที่กลับมาก็เอามาจั๊มลงบาร์กราวนด์ซะงั้น ไม่ยอมเอามาลงบาร์นิวทรอลก่อน…เวรกรรมจริงๆ

เห็นไหมครับ ให้ความสำคัญกับการตรวจบ้านนิดนึง จะไม่กลุ้มทีหลังนะครับ


 Page 2 of 4 « 1  2  3  4 »